จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

" 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ "

nulifeblog — 2007-10-19 GTM 1 @ 05:25

"9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ " โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด
imgblogmessage.jpg
ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัด เรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมอง เป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่ง ผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิด ขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็น โดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆเมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things inlife every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย ใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

ขอบคุณบทความจาก http://weblog.manager.co.th/publichome/BOXINGPANDA/

พากินร้าน"water side" by น้ำหวาน

nulifeblog — 2007-09-02 GTM 1 @ 08:06

สำหรับเดือนนี้ นะคะ น้ำหวานไปกินอาหาร ร้านที่บรรยากาศดีมั่ก มาก และอาหารก็อร่อยสุดๆเลยค่ะ ร้านนี้อยู่ เรียบทางด่วนรามอินทรานะคะ ชื่อร้าน Water side หาไม่อยากค่ะ ไปดูกันค่ะว่าบรรยากาศร้านดีแค่ไหน

ค่ะ...ร้านสวยใช่มั๊ยค่ะ...น้ำหวานต้องไปแล้วค่ะ รีบไปหาที่กิน ที่เที่ยว ดีๆมาฝากสมาชิกอีกนะคะ
ถ้าสนใจร้านนี้ เข้าไปดูที่นี่ได้เลยค่ะ http://www.waterside-bkk.com/

Nu Life MIDC Forum "MIDC พัทยามาแล้วจ้า"

nulifeblog — 2007-08-30 GTM 1 @ 06:31

picture-007.jpg

คึกคักกันทั้งภาคตะวันออกเลยนะครับ กับการเปิดอย่างเป็นทางการไปก็หลายวันแล้วสำหรับศูนย์ MIDC ศูนย์ upgrad ศูนย์แรกในภาคตะวันออก ก็ไม่ใช่ของใครที่ไหนหรอกครับ เป็นของผู้นำรุ่นบุกเบิกเก๋า เก๋า ของนู ไลฟ์ ตั้งแต่แรกอย่าง พี่ต๋อย (พลกฤต ยังตรง )อย่างไรหล่ะครับ พี่ต๋อยไปคลอดลูก ออกหลานไว้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนลูกๆ หลานๆ เข้มแข็งเจริญเติบโตกันไปหมดแล้ว ก็เลยหันมาสปีดตัวเองในพื้นที่ภาคตะวันออกโดยการไว้ลายเปิดศูนย์บริการ 0125 ไว้บริการในพื้นที่พัทยาและใกล้เคียง MIDC 0125 ตั้งอยู่เลขที่ 3/ 14 ม.11 ถ.สุขุมวิท ตรงข้ามโชว์รูมฟอร์ด Ford ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ถ้าวันไหนอากาศดีๆ ใครขับรถผ่านไปแถวๆพัทยา และภาคตะวันออกก็ลองเปิดหน้าปัดวิทยุไปที่ FM 104.75 Mhz. สถานีวิทยุสทร.5 พัทยา จะมีสปอตโฆษณา นู ไลฟ์ของพี่ต๋อย ในช่วงเวลา 08.20 น.,13.20 น.,21.20 น. สำหรับคอเพลงลูกทุ่ง ส่วนใครที่ชอบฟังเพลงสตริง หรือสากล ก็สามารถหมุนหน้าปัดวิทยุไปที่ FM 100.75 Mhz. ก็จะได้ยินสปอตโฆษณา นู ไลฟ์ ของพี่ต๋อยทุกๆ ต้นชั่วโมงเลย เอาใจคอเพลงขนาดนี้ใครแวะไปเที่ยวพักผ่อนแถวๆพัทยา หรือว่าขับรถผ่านไปแถวๆนั้น ก็แวะไปเยี่ยมศูนย์ MIDC 0125 พี่ต๋อยและทีมงาน นู ไลฟ์ พัทยาคอยให้บริการต้อนรับอยู่นะครับ แต่ถ้ากลัวหลงละก็แนะนำให้โทรไปหาก่อนนะครับที่เบอร์ 038 – 757531 ,086 – 2222829 เชื่อว่าท่านจะประทับใจในไมตรีแน่นอน.....

หุ่นยนต์เด็ก

nulifeblog — 2007-08-22 GTM 1 @ 05:11

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมานี้ คณะนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซาก้า ได้นำหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นมาให้มีลักษณะและท่าทางเหมือนเด็กเล็กๆ ออกมาแสดงให้กับคนทั่วไปได้ชม โดยทีมวิจัยดังกล่าวหวังว่า หุ่นยนต์นี้จะสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพัฒนาการต่างๆ ของเด็กได้ง่ายขึ้น
cb2.jpg
ทีมนักวิจัยได้ตั้งชื่อให้หุ่นยนต์นี้ว่า “CB2” (ซี บี สแควร์) หรือมีชื่อเต็มๆ ว่า “Child-robot with Biomimetic Body” โดยในช่วงแรกนี้ได้ถูกตั้งโปรแกรมให้มีกริยาท่าทางเหมือนเด็กที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 1-2 ปี ที่กำลังอยู่ในวัยเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ ชอบจ้องดูและให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่รอบตัว นอกจากนี้ยังชอบแสดงกริยาต่างๆ ที่เด็กชอบทำ เช่น ลงไปนอนกลิ้งบนพื้นห้อง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ของเด็กๆ ที่ช่วยสร้างความสดใสให้กับผู้ที่อยู่โดยรอบ
cb2_1.jpg
หุ่นยนต์ CB2 นี้ มีความสูง 130 เซนติเมตร หนัก 33 กิโลกรัม ประกอบไปด้วยกระบอกสูบจำนวน 56 อัน ทำหน้าที่เหมือนกับกล้ามเนื้อของมนุษย์ มีกล้องวีดีโออยู่ที่ ตาทั้งสองข้าง และหูทั้งสองข้างประกอบด้วยไมโครโฟนซึ่งใช้ในการรับฟังเสียงต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีเซ็นเซอร์รับสัมผัสจำนวน 197 ชิ้น ฝังอยู่ทั่วร่างกาย ภายใต้ผิวหนังที่ทำมาจากซิลิโคนซึ่งมีลักษณะอ่อนนุ่มเหมือนกับผิวหนังจริงๆ ของมนุษย์ CB2ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตเพื่อให้สามารถรองรับสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ที่เหมือนจริงได้ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนมาจับที่ไหล่ของ CB2 มันจะกระพริบตาแสดงความประหลาดใจ จะหยุดเคลื่อนไหวและหันไปมองคนที่มาสัมผัสมันทันที นอกจากนี้ถ้ามีของเล่นมาล่ออยู่ตรงหน้า มันจะพยายามเอื้อมมือไปเอาของเล่นนั้นๆ อย่างสุดความสามารถ
cb2_2.jpg
หุ่นยนต์ CB2 สามารถพูดโต้ตอบกับมนุษย์ได้ โดยใช้เสียงสังเคราะห์ที่เหมือนกับเสียงพูดของเด็กเล็กๆ ซึ่งนักวิจัยกล่าวว่า ถ้าบรรจุซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้มันสามารถเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ ลงไปใน CB2 เพิ่มเติม ก็จะทำให้สามารถสอนให้มันเดินและพูดได้ดีมากขึ้น เหมือนกับพัฒนาการของเด็กที่เติบโตขึ้นในแต่ละปี และในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ นักวิจัยจากสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น (Japan Science and Technology Agency: JST) ซึ่งทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยโอซาก้าในการพัฒนา CB2 นี้ จะทำการพัฒนาหุ่นยนต์เวอร์ชั่นใหม่ที่มีความสามารถมากขึ้นในเรื่องของ คำศัพท์ต่างๆ รวมทั้งมีความสามารถในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ เท่ากับเด็กอายุ 3 ปี ซึ่งหุ่นยนต์ลักษณะนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาการสื่อสารระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ได้ดีขึ้น และยังช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับสร้างความบันเทิงให้แก่มนุษย์ได้ดีมากขึ้น

ที่มา www.nectec.or.th

ไปหา มหาสมุทรสีครามกันเถอะ..

nulifeblog — 2007-08-06 GTM 1 @ 04:48

blueocean.jpg ธุรกิจตื่นกระแส "BlueOcean" แสวงหา Value Innovation ใหม่ๆ
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3916 (3116)

เมื่อสนามธุรกิจแข่งกันอยู่ใน Red Ocean ธุรกิจอีกไม่น้อยจึงถวิลหา Blue Ocean หลังจาก "ดับเบิลยู.ชาน คิม" และ "เรเน" ได้ศึกษาเส้นทางเชิงกลยุทธ์กว่า 150 สายในช่วงเวลากว่า 100 ปีกับกลุ่มอุตสาหกรรมกว่า 30 กลุ่ม และเปิดประเด็นว่า บริษัทชั้นนำที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตได้นั้นไม่ใช่มาจากการห้ำหั่นฟาดฟันต่อสู้กันอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง "น่านน้ำสีคราม" (Blue Ocean)

หนังสือ Blue Ocean Strategy ได้รับความนิยมอย่างสูงในทุกประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีการจัดสัมมนา ปลุกกระแสเรื่องนี้อย่างคึกคัก แต่ทว่าไม่มีสักครั้งที่เจ้าของทฤษฎีจะบินมาให้ความรู้ด้วยตัวเอง

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ "ดร.เบน เอ็ม.เบนซาวด์" อาจารย์ประจำ INSEAD ประเทศฝรั่งเศส หนึ่งในทีมงานจาก Blue Ocean Strategy Network ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร ถ่ายทอดประสบการณ์และกลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจในรูปแบบ Blue Ocean แบบเป็นขั้นเป็นตอนให้กับนักธุรกิจไทย

"รัฐ ดำรงศรี" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจ จำกัด ให้ข้อมูลว่า จากการที่คลุกวงในแวดวงการเทรนนิ่งและการจัดสัมมนาต่างๆ มานาน ในเรื่อง Blue Ocean Strategy ถือว่าเป็นงานที่ท็อปที่สุดแห่งปีในการให้ความรู้กับผู้บริหารของไทย เพราะเป็นเรื่องที่เรียกว่าโดนใจนักธุรกิจ เป็น value innovation ที่หลายบริษัทกำลังทำอยู่ เพื่อที่จะไม่ต้องกระโดดขอไปแข่งในตลาดที่กำลังสู้กันเลือดสาด แต่พยายามสร้างความแตกต่างของสินค้าเพื่อควานหาลูกค้ากลุ่มใหม่

"ดร.ธีธัช สุขสะอาด" ผู้จัดการศูนย์พัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ ผู้จัดงานสัมมนา Blue Ocean Strategy ขยายความว่า บลูโอเชี่ยนเป็นเรื่องใหญ่ที่นักธุรกิจให้ความสนใจมาก ดูจากผู้เข้าร่วมสัมมนามากกว่าที่ประมาณการไว้เยอะมาก วันที่สองมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาถึง 337 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพราะธุรกิจในวันนี้การแข่งขันสูง ทุกคนจะมุ่งไปที่การตัดราคากัน ผู้บริโภคไม่ได้ประโยชน์ ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องมองหาเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะมาตอบโจทย์ทางการค้า

สิ่งที่ "ดร.เบน" นำเสนอในงานสัมมนาครั้งนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือจากหนังสือ จึงตอบโจทย์ผู้บริหารที่เข้าร่วมสัมมนาได้เยอะกว่า

ในต่างประเทศเรื่องบลูโอเชี่ยนจะบูมมาก โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์ เพราะแม้แต่รัฐบาลสิงคโปร์ ยังใช้กลยุทธ์บลูโอเชี่ยนในการบริหารงาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลสิงคโปร์มองว่าประเทศไทยเป็นบลูโอเชี่ยนของเขา

"บุญเลิศ ศิริภัทรวณิช" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออสลิวิส จำกัด เห็นว่าเรื่องบลูโอเชี่ยน เป็นมุมมองใหม่ที่น่าจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ เมื่อได้มาฟังสปีกเกอร์ที่เป็นเจ้าของทฤษฎีจริงๆ ก็ทำให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าอ่านแค่ในหนังสือ บางครั้งความเข้าใจอาจจะคลาดเคลื่อน จากปรัชญาของบลูโอเชี่ยนที่ควรจะเป็น

"ก่อนที่จะมาฟังมีความเข้าใจว่าทฤษฎีบลูโอเชี่ยนเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับเรดโอเชี่ยน (Red Ocean) แต่เมื่อได้มาฟัง ดร.เบน จึงได้รู้ว่าสิ่งที่เข้าใจนั้นไม่ใช่ แต่การจะทำบลูโอเชี่ยนจะต้องวิเคราะห์เรดโอเชี่ยนให้ได้ก่อน แล้วจึงจะก้าวพ้นเรดโอเชี่ยนไปสู่บลูโอเชี่ยน"

"บลูโอเชี่ยน" คือการกระตุ้นให้คนในองค์กรมองหาความคิดใหม่ๆ เพื่อที่จะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคต โดยขั้นแรกจะต้องหันมาดูองค์กรของตัวเองก่อนว่าอยู่ในขั้นตอนไหน จากนั้นต้องปรับทัศนคติของคนในองค์กร โดยเฉพาะผู้นำต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ เพราะวันนี้ตลาดเป็นของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เมื่อลูกค้าเป็นใหญ่ จะแข่งขันหรือไม่แข่งขันก็ต้องมีมุมมองใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งทุกธุรกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจทฤษฎีนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะถ้าไม่เข้าใจก็จะไม่สามารถอยู่ในสนามรบได้ เพราะไม่มีอะไรพิเศษ

"สุภาวดี ฉายวิมล" ผู้จัดการฝ่าย human development design บริษัท แอดวานซ์ อินโฟรเซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) เสริมว่า เคยอ่านหนังสือเรื่องบลูโอเชี่ยนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มชินฯเองมีวัฒนธรรมองค์กรในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อยู่แล้ว ทฤษฎีบลูโอเชี่ยนจึงตอบโจทย์ในเรื่องของ อินโนเวชั่นใหม่ๆ ที่จะต้องมาจากคนทุกคนในองค์กร เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในแง่ของการปลูกฝังพนักงานให้มีความคิดใหม่ๆ เช่น แผนกคอลเซ็นเตอร์ ก็ต้องมองหาลูกค้าใหม่ๆ หรือลูกค้าเก่าก็ต้องหันกลับไปดูว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มตรงจุดไหน ที่จะตอบโจทย์ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

"บลูโอเชี่ยนจำเป็นสำหรับธุรกิจในเมืองไทย เพราะมิเช่นนั้นทุกคนจะตกอยู่ในวังวนของธุรกิจการลอกเลียนแบบ"

ด้าน "ดร.ภักดี มะนะเวศ" ผู้บริหารระดับสูง บริษัท Bangkok Aviation Fuel Services Public จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยุคนี้คงหลีกเลี่ยงเรื่องของอินโนเวชั่นใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะเมื่อไรที่หยุดอยู่กับที่ ความสามารถในการแข่งขันก็จะลดลงทันที เพราะคู่แข่งในตลาดจะตามทัน ฉะนั้นทุกองค์กรธุรกิจจึงพยายามมองหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อให้ทุกคนในบริษัทได้ประเมินตัวเองอยู่เสมอ และมีกระบวนการส่งเสริมให้พนักงานคิดอินโนเวชั่นใหม่ๆ บลูโอเชี่ยนจึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่เหมาะสมในการบริหารองค์กรในทศวรรษนี้

"จริงอยู่ ทฤษฎีบลูโอเชี่ยนหาอ่านในหนังสือได้ แต่การปฏิบัตินั้นมีปัญหามากมาย การได้มาฟังต้นตำรับทฤษฎีนี้ มีปรัชญาต่างๆ สอดแทรกเข้ามามากมายทำให้เข้าใจทฤษฎีนี้ยิ่งขึ้น กรณีศึกษาหลายอย่างได้มุมมองที่ลึกซึ้งขึ้น มองภาพการนำกลยุทธ์บลูโอเชี่ยนได้ชัดและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรได้ เพราะโดยปกติแล้วเวลาอ่านหนังสือทุกคนจะตีโจทย์ไปในสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยเสียมากกว่า แต่ ดร.เบนจะเน้นย้ำตลอดเวลาให้ทุกคนมองต่างจากที่เคยเป็นอยู่ในอดีต เพื่อให้ได้มุมมองใหม่" ดร.ภักดีกล่าว

"ดร.เบน เอ็ม.เบนซาวด์" ได้บรรยายว่า บลูโอเชี่ยนไม่ได้เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในทันทีทันใด แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ทัศนคติ กระบวนการคิด จะทำอย่างไรให้กระบวนการทางความคิดของทุกคนได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยที่สามารถจะปรับจากปรัชญา ความเชื่อ ในเรื่องของการแข่งขันมาสู่ปรัชญาทางธุรกิจแบบใหม่ ซึ่งไม่ใช่เป็นวิธีการเหมือนแบบเก่าๆ เป็นการกระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมมองหานวัตกรรมใหม่

"ดร.เบน" ย้ำว่า บลูโอเชี่ยนเป็นเรื่องที่ผู้บริหารต้องทำความเข้าใจและปรับกระบวนความคิดของตัวเอง จึงจะสามารถค้นพบเส้นทางใหม่ของธุรกิจได้ และทุกคนสามารถนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้กับองค์กรได้

เพราะบลูโอเชี่ยนเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ในทุกเซ็กชั่น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าบริการ แม้กระทั่งในชีวิตประจำวันก็สามารถนำหลักของบลูโอเชี่ยนไปใช้ได้ บลูโอเชี่ยนเกิดขึ้นได้ในทุกที่ เพียงแต่ต้องมีกระบวนการที่จะมองหา

องค์กรหนึ่งที่ ดร.เบนหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง คือ บริษัท ซัมซุง จำกัด เริ่มนำเรื่องบลูโอเชี่ยนมาใช้ตั้งแต่ปี 1998 ตั้งเป็นหน่วยงานหนึ่งขึ้นภายในองค์กรแล้วนำแนวคิดบลูโอเชี่ยนมาใช้ทั้ง 7 ขั้นตอน เพื่อมองหาตลาดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันนี้สินค้าหรือบริการมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันไปหมด จะทำอย่างไรจึงจะสร้างให้เกิดสินค้าใหม่ๆ หรือสร้างให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ แต่ก่อนจะคิดนอกกรอบก็ต้องเข้าใจกรอบเสียก่อนว่าคืออะไร แล้วจึงมองไปที่ลูกค้า พยายามทำความเข้าใจลูกค้า พูดภาษาลูกค้า ดูว่าลูกค้าต้องการอะไร ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของกระบวนการนี้ คือ ต้องรับฟังลูกค้า ไม่ว่าลูกค้าจะด่า หรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ต้องรับฟัง เพราะนั่นคือข้อมูลที่สำคัญสำหรับธุรกิจ และมองหาคนที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้า

ถ้าคนที่เป็นลูกค้าไม่ให้คำตอบ หรือไม่ตอบคำถามใดๆ ก็ให้มองหาคนที่ยังไม่เป็นลูกค้าว่าเขาต้องการอะไร

ที่ผ่านมาทุกองค์กรจะใช้เวลา 70-80% ในการปกป้องฐานะของตัวเองในตลาดการแข่งขัน วันนี้ทุกคนต้องมองหาอนาคตของธุรกิจด้วย นั่นคือต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งการสร้างนวัตกรรมสามารถทำได้ทุกส่วนงานไม่ใช่แค่ระดับบนหรือแผนกใดแผนกหนึ่งเท่านั้น

โดยปกติเวลาจะลงทุนทำอะไรสักอย่างนั้นทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด นั่นคือตลาดใหญ่ขนาดไหน ใครเป็นผู้นำตลาด แนวโน้มตลาดเป็นอย่างไร ราคาขายเป็นอย่างไร ปัญหาอุปสรรคเป็นอย่างไร แต่ทฤษฎีบลูโอเชี่ยนจะมองออกไปนอกกรอบเหล่านี้ จะดูว่าผู้บริโภคต้องการอะไร แล้วไปตอบสนองตรงนั้น

หรือไวน์ตัวหนึ่งที่ผลิตออกมาในขณะที่มีไวน์อยู่มากมายในตลาดแต่ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก คือ yellow tail

ในอดีตการที่คนจะดื่มไวน์ จะต้องมีโอกาสพิเศษ ไวน์ชนิดหนึ่งต้องดื่มกับอาหารชนิดหนึ่ง รสชาติเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ และราคาสูง

yellow tail ทำไวน์ที่มีรสชาติที่ทุกคนรับประทานได้ ดื่มได้ทุกโอกาสไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ ราคาไม่สูงมากนัก ซึ่งคนที่เป็นเจ้าตลาด หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์จะบอกว่านี่ไม่ใช่ไวน์ แต่ yellow tail สามารถแจ้งเกิดในตลาดนี้ได้

สิ่งสำคัญในการทำบลูโอเชี่ยน ต้องวาด value curve ออกมาให้ได้ก่อนว่าคู่แข่งมีอะไรบ้าง แล้วลูกค้าต้องการอะไร ตรงไหนที่ยังไม่มีใครตอบสนอง

เรื่องของบลูโอเชี่ยนไม่ใช่การสร้างสินค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการต่อยอด พัฒนาสินค้าเก่าให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น โดยจะต้องพิจารณาว่าสิ่งที่มีอยู่จะสามารถกำจัด ลด เลิก และสร้างอะไรบ้าง เพื่อสร้าง value innovation ใหม่ๆ ให้กับองค์กร ให้กับสินค้าของตัวเอง

ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าองค์กรจะได้ผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่ แต่สิ่งที่ทุกคนได้แน่ๆ ในการนำบลูโอเชี่ยนไปใช้ คือ วัฒนธรรมองค์กรในรูปแบบใหม่

ฉะนั้นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำหลังจากศึกษากลยุทธ์บลูโอเชี่ยนกันแล้ว คือตั้งทีมงานขึ้นมา 10-15 คน เพื่อเก็บข้อมูลสินค้าและบริการของบริษัทจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง แล้วนำไปวิเคราะห์หาความต้องการของลูกค้า ที่ยังไม่มีใครตอบสนอง เพื่อสร้าง value innovation ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของตัวเอง

การป้องกันไวรัสใน MSN

nulifeblog — 2007-08-06 GTM 1 @ 04:31

200px-hard_disk_platter_reflection.jpgสวัสดีครับ หลังจากห่างหายไปนานก็กลับมามีบทความทางด้านคอมพิวเตอร์ดีๆมาให้อ่านอีกแล้วครับสำหรับตอนนี้ก็จะอิงกระแสในช่วงนี้นิดหน่อยสำหรับผู้ที่ใช้โปรแกรม MSN โปรแกมแชตชื่อดังนะครับเพราะช่วงนี้มีไวรัสคอมพิวเตอร์ซึ่งได้แพร่กระจายผ่านโปรแกรม MSN Messenger ซึ่งมีรายละเอียด อาการ และวิธีแก้ดังนี้ครับ

ข้อมูลทั่วไป
W32.MSN.Worm หรือ IM-Worm.Win32.Agent.f เป็นหนอนที่แพร่กระจายตัวเองผ่านโปรแกรมสนทนา MSN Messenger ด้วยไฟล์ที่มีชื่อว่า Image.zip เมื่อหนอนชนิดนี้คุกคามภายในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว หนอนจะสร้างไฟล์ %windir%winlog32.exe และจะพยายามส่งตัวเองไปยังบัญชีรายชื่ออื่นๆ ที่อยู่ในลิสต์ด้วย

หนอนชนิดนี้สามารถหยุดการทำงานของเซอร์วิส "Security Center" และ "winvnc4"

ลักษณะที่หนอนใช้ส่งจะประกอบไปด้วยข้อความต่างๆ แล้วตามด้วยไฟล์ Image.zip

LOL, you look so ugly in this picture, no joke...
Should I put this on facebook/myspace?
Hey m8, who is this on the right, in this picture...
Sup, seen the pictures from the other night?
ส่วน W32.MSN2.Worm นั้นมีกระบวนการที่คล้ายกับเวอร์ชั่นก่อน เพียงแต่อาศัยไฟล์ที่ชื่อ pic.zip ในการแพร่กระจายผ่าน MSN และสร้างไฟล์ชื่อ %windir%msnmsg.exe

ดังตัวอย่าง
msnworm.gif

วิธีการแพร่กระจาย
หนอนชนิดนี้สามารถแพร่กระจายผ่านทางโปรแกรมสนทนา MSN Messenger

ผลกระทบที่เกิดขึ้น
เครื่องอาจทำงานผิดพลาด : เนื่องจากหนอนชนิดนี้ทำการแก้ไขค่าในรีจิสทรี สร้างไฟล์ขึ้นมา รวมทั้งมีการยุติการทำงานบางเซอร์วิสของระบบปฏิบัติการด้วย
เปิดการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ : หนอนชนิดนี้จะส่งไฟล์ของหนอนไปยังบัญชีรายชื่ออื่นๆ ที่อยู่ในลิสต์ของโปรแกรมสนทนา MSN Messenger

วิธีกำจัดหนอนชนิดนี้

การกำจัดหนอนแบบอัตโนมัติ
ดาวน์โหลดโปรแกรม MSN_Worm_Remover.exe จาก http://www.thaicert.org/advisory/alert/msnworm/MSN_Worm_Remover.exe
หมายเหตุ
ขนาด: 111,104 ไบต์
MD5: 42568A40BDB1BAB4FCAB16CD8E33A32D

ทำการรันไฟล์ที่ได้โดยการดับเบิลคลิ๊กไฟล์ MSN_Worm_Remover.exe
วิธีป้องกันตัวเองจากหนอนชนิดนี้
1.ห้ามรับหรือรันไฟล์ที่ถูกส่งด้วยโปรแกรมสนทนา (Chat) ต่างๆ เช่น MSN, Yahoo, IRC, ICQ หรือ Pirch เป็นต้น จากบุคคลที่ไม่รู้จักหรือไม่มั่นใจว่าผู้ส่งเป็นใครและไม่ทราบว่าไฟล์ดังกล่าวนั้นเป็นไฟล์อะไร
2.สร้างแผ่นกู้ระบบฉุกเฉิน (Emergency disk) ของโปรแกรมป้องกันไวรัส และปรับปรุงฐานข้อมูลในแผ่นอยู่เสมอ
3.ติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงช่องโหว่ (patch) ของทุกซอฟต์แวร์อยู่เสมอ โดยเฉพาะ Internet Explorer และระบบปฏิบัติการ ให้เป็นเวอร์ชันใหม่ที่สุด
4.ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส และต้องทำการปรับปรุงฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยอยู่เสมอ
5.ตั้งค่า security zone ของ Internet Explorer ให้เป็น high ดังคำแนะนำที่ http://www.thaicert.org/paper/virus/zone.php
6.ทำการสำรองข้อมูลในเครื่องอยู่เสมอ และเตรียมหาวิธีการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุขัดข้องขึ้น
7.ติดตามข่าวสารแจ้งเตือนเกี่ยวกับไวรัสต่างๆ ซึ่งสามารถขอใช้บริการส่งข่าวสารผ่านทางอีเมลของทีมงาน ThaiCERT ได้ที่ http://thaicert.org/mailinglist/register.php
8.สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีป้องกันตัวเองจากไวรัสทั่วไปได้ในหัวข้อ วิธีป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์

*** ขอสงวนสิทธิ์ในการเสนอแนวทางป้องกันแก้ไขเบื้องต้น และวิธีการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้ผล 100% ขึ้นอยู่กับระบบปฎิบัติการ โปรแกรมป้องกันไวรัส และโปรแกรมอื่นๆ ที่ติดตั้งเองในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านเอง***

ที่มาขอขอบคุณ
http://www.thaicert.nectec.or.th/advisory/alert/msnworm.php

พากิน พาเที่ยว "เกาะเกร็ด" By น้ำหวาน

nulifeblog — 2007-07-09 GTM 1 @ 20:19

พากินพาเที่ยว...ทริปนี้น้ำหวานจะพาสมาชิกไปเที่ยวเกาะกันนะคะ เกาะที่ว่านี้อยู่ใกล้ๆกรุงเทพแค่นี้เองค่ะ นั่นก็คือ "เกาะเกร็ด" บางท่านก็อ๋อกันเลยใช่มั๊ยหล่ะคะ

"เกาะเกร็ด" อยู่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี แต่เดิมเกาะเกร็ดไม่ได้เป็นเกาะกลางแม่น้ำอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้นะคะ เมื่อสมัยอยุธยาส่วนที่เป็นเกาะเกร็ดที่เราเห็นทุกวันนี้เป็นแค่แหลมที่ยื่นออกไปตามความโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้นเองค่ะ ต่อมาก็ได้มีการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้น จนกระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางคลองก็เริ่มใหญ่ขึ้นทำให้เราเห็นเป็นเกาะ ที่อยู่กลางแม่น้ำเหมือนทุกวันนี้ค่ะ ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่เกาะเกร็ดส่วนใหญ่มีเชื่อสายจากชาวมอญซึ่งยังทิ้งกลิ่นไอของชาวมอญให้เราได้เห็นกันค่ะ

การเดินทางไปเที่ยวเกาะเกร็ด สะดวกและประหยัดสุดๆเลยค่ะ การเที่ยวเกาะเกร็ดมีให้เลือก 3ทางค่ะ คือ 1)ล่องเรือรอบเกาะราคาตั้งแต่คนละ 50บาท จนเหมาลำค่ะ 2)ปั่นจักรยานรอบเกาะคนละ 40 บาทค่ะ 3)เดินแล้วก็เดินค่ะ วิธีที่สามจะเที่ยวได้เฉพาะบริเวณชุมชนที่มีของขายเท่านั้นค่ะ

11.jpg

เริ่มต้นการเดินทางเลยนะคะ ลงเรือข้ามฝากกันที่วัดสนามเหนือค่ะค่าเรือแสนถูก 2บาทต่อท่าน ข้ามฝั่งไปถึงเกาะเกร็ดที่ท่าเรือหน้าวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร

2.jpg

ถึงที่นี่เข้าไปไหวพระกันก่อนนะคะพอไหว้พระเสร็จ เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ที่จะตั้งอยู่ในบริเวณวัดค่ะ ชมเสร็จเราไปเช่าจักรยานสำหรับปั่นรอบเกาะค่ะ คันละ 40บาทไม่จำกัดเวลาค่ะเช่าทั้งวันก็ยังได้ค่ะ ที่น้ำหวานเลือกปั่นจักรยานเพราะเราจะได้ปั่นเข้าไปเที่ยวในสวนของชาวบานเค้าได้ด้วยค่ะซึ่งที่นี่เค้าจะทำถนนสำหรับไว้ปั่นจักรยานอย่างดีเชียวค่ะ.......เริ่มปั่นเลยค่ะ ที่บริเวณหน้าวัดมีขนมที่หาทานยากอยู่ก็ไปลองชิมกันก่อน หมูโสร่ง กับถุงทองค่ะ

3.jpg
ปั่นจักรยานไปตามทางจะมีของขายมากมายเลยค่ะ เดี๋ยวไปดูนะคะมีอไรกันบ้าง
3-1.jpg ทอดมันหน่อกะลา หากินยากมากนะคะ เพราะหน่อกะลาจะมีมากที่เกาะเกร็ดค่ะ เป็นอาหารที่ห้ามพลาดอย่างเเรกของเกาะเกร็ดปั่นจักรยานไปกระหายน้ำไม่ต้องห่วงค่ะ มีน้ำสารพัดชนิดขาย ที่นี่จะมีเอกลักษณ์ค่ะ น้ำที่ขายเค้าจะไม่ใส่ถุงค่ะจะใส่ถ้วยที่เป็นลักษณะเครื่องปั้นดินเผา เพราะที่นี่เครื่องปั้นดินเผาของเค้าก็มีชื่อเสียงไม่เบาค่ะของเล่นเมื่อสมัยอดีตค่ะ คุ้นหูคุ้ยตากันบางมั๊ยค่ะปั่นจักรยานมาถึงร้านข้าวเเช่...ไม่กินไม่ได้ค่ะ ข้าวแช่ที่ปากเกร็ดเป็นอาหารที่ห้ามพลาดอย่างที่สองค่ะ ที่เกาะเกร็ดเค้าจะมีประวัติของข้าวแช่ด้วยนะคะ บางร้านจะมีติดไว้ให้อ่านที่เมนูค่ะ แต่ถ้าร้านไหนไม่มีก็ถามคนขายได้...(อร่อย อากาศร้อนๆกินข้าวเเช่ชื่นใจสุดๆจ้ะ) กินเสร็จปั่นจักรยานกันต่อ ซอกแซกไปตามทางจะมีของขายเยอะมากๆค่ะทั้งของเล่นไม้ ดอกไม้ประดิษฐ งานฝีมือต่างๆมกมายค่ะ
7.jpgขนมค่ะขนม เป็นขนมที่ชวนให้นึกถึงสมัยเด็กๆมากเลยค่ะ มีทั้งช็อกโกแลตหัวโต หมากฝรั่งนกแก้ว หมากฝรั่งบุหรี่ และอีกเพียบ.....หรือคุณไม่นึกถึงอดีตคะ 555
8.jpgขนมหวานค่ะ ที่เกาะเกร็ดจะทำขนมหวานขายกันมากค่ะจริงๆมีทำกันมากในคลองขนมหวานค่ะ แต่จะต้องนั่งเรือเข้าไปดูไปซื้อค่ะ ไว้ทริปต่อๆไปจะพาไปดุอีกครั้งนะคะ
9.jpgระหว่างสองข้างทางที่ปั่นจักรยานไปก็จะมีของขายหลากหลายชนิดทั้งของกิน ของเล่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องหัตถกรรมต่างๆ บรรยายไม่หมดค่ะ
10.jpg ปั่นจักรยานมาถึงร้านหนึ่งที่น้ำหวานจะบอกว่าห้ามพลาดอย่างที่สาม นั่นก็คือร้านขาย"ก๋วยเตี๋ยวหน่อกะลา"ค่ะ มีทั้งหมู ไก่ งานนี้น้ำหวานสั่งเส้นใหญ่ไก่ตุ๋นห่อกะลาค่ะ กินมาตลอดทางอิ่มมากๆค่ะ ต้องหาที่พักก่อนค่ะ
111.jpg ที่พักของน้ำหวานก็ที่นี่แหล่ะค่ะ "วัดไผ่ล้อม" แวะเข้าไปไหว้พระ และนั่งพักท้อง พักเหนื่อยกันก่อนค่ะ
12.jpg และที่หน้าวัดก็จะมีร้านขายเครื่องปั้นดินเผา ปั้นและแกะสลักกันตรงนั้นเลยละค่ะ มีขายทั้งแบบที่เผาแล้วและที่ยังเป็นดินยังไม่แห้งเลย....เส้นทางที่เรากำลังจะปั่นจักรยานไปหลังจากไหว้พระแล้วจะเป็นสวนของชาวบ้านแล้วค่ะ สองข้างทางจะมีสวน ทั้งมะพร้าว ชมพู ดอกกล้วยไม้ก้มีปลูกกันเยอะค่ะ และจะมีวัดเยอะมาก ชาวบ้านที่นี่เค้าจะเดินทางกันโดยรถมอเตอร์ไซด์นะคะ ไม่มีทางให้รถยนต์วิ่ง แถมชาวบ้านก็ใจดีมากๆค่ะปั่นจักรยานไปชมตามสวนไม่ต้องกลัวเลยค่ะปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย
13.jpgสถานที่เที่ยวอีกแห่งที่หน้าสนใจของเกาะเกร็ดคือ "สวนพุทธ" ค่ะที่นี่เค้าจะจัดสวนโดยจะสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณีต่างๆของชาวไทยกันค่ะ
14.jpg ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ก็จะมีน้องๆจากโรงเรียนในเขตจ.นนท มาทำการแสดงให้ดูด้วยค่ะ แต่น่าเสียดายที่น้ำหวานไม่มีรูปมาให้ดูเพราะวันที่ไปเค้ากำลังทำการปรับปรุงสวนใหม่เพราะต้นไม้และของที่แสดงให้ชมในสวนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมค่ะ.....และที่สำคัญที่อากให้แวะเข้าไปชม "สวนพุทธ"เพราะที่นี่เค้าไม่เก็บข้าเข้าชมค่ะ แต่ถ้าใครอยากจะช่วยบริจาคก็ได้เค้ามีกล่องไว้รับบริจาคเพื่อบำรุงสวนด้วยค่ะ และอย่าลืมลงชื่อในสมุดเยี่ยมของเค้าด้วยนะคะ

ปั่นจักรยานมารอยเกาะแล้ว เหนื่อยค่ะแต่ก็สนุกและมีความสุขเพราะได้ไปเห็นอะไรที่เป็นธรรมชาติ และวัฒนธรรมทั้งของพี่น้องชาวมอญและของชาวไทยทั่วประเทศ(ในสวนพุทธ)และที่สำคัญน้ำใจและความเป็นเองของชาวเกาะเกร็ดที่มีต่อนักท่องเที่ยวค่ะ

ก่อนกลับออกจากเกาะ ต้องแวะไปทำสิ่งทีห้ามพลาดอย่างที่สี่ก็คือ ไปแวะทาน"ขนมจีน"ค่ะ
15.jpg ขนมจีนของเกาะเกร็ด เค้ามีประวัติมาพร้อมๆกับข้าวแช่เลยหล่ะค่ะ มีทั้งขนมจีนน้ำยา น้ำพริก ซาวน้ำ น้ำเงี้ยว....

ทานครบ 4 อย่างถือว่าคุณมาถึงเกาะเกร็ดแล้วค่ะ....แล้วเราก็เอาจักรยานไปคืนเค้าและนั่งเรือข้ามฝากที่ท่าเรือหน้าวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหารมาสู่ท่าเรือข้ามฝากวัดสนามเหนือ...กลับบ้านพร้อมความสุขค่ะ

กลยุทธ์ ฆ่าผู้วางแผน...

nulifeblog — 2007-06-13 GTM 1 @ 09:28

200479800-001.jpg

คำนี้เป็นคำแรกที่ ซุนวู คิดขึ้นเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์

"คนวางแผน" จะมีความหมายตรงตัวถึง หัวหน้า หรือ กุนซือ ก็ตาม หรือบางทีคำว่า "คนวางแผน" ก็อาจจะหมายถึง ความคิด จิตใจในตัวคนเหล่านั้น ที่เป็นคนกำหนดกรอบ หรือ วางแผนในการทำสิ่งใดๆขึ้นมา

คำว่า ฆ่าผู้วางแผน เป็นการกำจัดคนที่เป็นคนสำคัญที่สุดของสงครามนั้นๆ เช่น ผู้นำทัพ หรือ กุนซือ หรือ เจ้าเมืองก็ตามที

คนเรา เมื่อ เสียหัวไป ย่อมไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อปวดหัว การตัดสินใจจะช้าลง เป็นต้น เช่นกัน ทางการเมือง การทหาร หรือ ธุรกิจ เมื่อทำให้ส่วนหัวโอนเอียง การตัดสินใจก็จะทำได้ช้ามากขึ้น เมื่อขาดหัวที่เข้มแข็งไป ก็จะทำให้โดยรวมอ่อนแอลง สงครามส่วนใหญ่ จึงมุ่งเน้นที่จะสังหาร แม่ทัพ หรือ กุนซือ เพราะ ทั้ง 2 คนเป็นยุทธบุคคล ที่สำคัญที่จะชนะหรือแพ้เลยทีเดียว

การตลาดก็ใช้ลักษณะเดียวกัน การที่จะทำให้สินค้าขายได้ ย่อมต้องทำให้ผู้วางแผนโอนเอน หรือ ผ่อนตาม ผู้วางแผนในที่นี้หมายถึง ความคิดของลูกค้า ความรู้สึกของลูกค้า ประสบการณ์ที่ผ่านมาของลูกค้า อย่างเช่น จะขายกาแฟ ประสบการณ์ของลูกค้าทีทานกาแฟของทุกๆคน คือ กลิ่น ดังนั้น การทำให้กลิ่นกาแฟโชย หรือ หอมกลุ่มในระแวกใกล้เคียง ก็เป็นการตลาดเพื่อดึงดูดคนทานกาแฟได้เป็นอย่างดี ใช้กลิ่นในการสร้างโฆษณา ไม่เสียเงิน แต่ได้ลูกค้า

อย่างโฆษณาอาหารประเภท Delivery ทำไมต้องโฆษณาก่อนเที่ยงเล็กน้อยไปจนบ่าย 2 ก็เพราะ เป็นการกระตุ้นให้เกิดความอยากทานในตัวอาหาร เพียงเห็น ก็สามารถเรียกน้ำย่อยให้เกิดความอยากขึ้น ซึ่งเป็นการโจมตีทางตรงกับประสาทสัมผัส และ สมอง นั่นก็คือ โจมตีไปยังผู้วางแผน ที่กำหนดพฤติกรรมต่างๆ...

"ไก่ย่าง" ก็มีลักษณะเหมือนกับ "กาแฟ" ต้องโจมตีไปที่ประสามสัมผัสซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดภาพพจน์เพื่ออยากทานขึ้น เปลี่ยนพฤติกรรมที่อยากทานอาหารปกติให้มาทาน ไก่ย่าง ช่วงเวลาที่จัดทำ กลิ่น สี และ รสชาติก็เป็นตัวจูงใจได้ ป้ายโฆษณา ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถทำให้ลูกค้าได้มีความคิด ผูกติดกับสินค้า และ จะทำให้สั่งซื้อเกิดขึ้น การทำให้ลูกค้าได้เห็นป้ายโฆษณาบ่อยๆ จนจำได้จะทำให้เกิดความรู้สึกความเป็นเจ้าของ และยึดติดกับสินค้านั้นๆเช่นกัน..

การเรียนการศึกษาของลูกน้อยวัยเด็ก การตลาดก็ต้องมุ่งไปที่ผู้วางแผนชีวิตของเด็ก นั่นคือพ่อแม่ ต้องทำให้พ่อแม่ของลูกน้อยมีความรู้สึกว่า สถานที่ๆเขาจะส่งให้ลูกไปเรียนนั้น ลูกน้อยจะได้อะไรกลับมาบ้าง ได้ภาษา ได้พัฒนาการทางด้านร่างกาบ ได้พัฒนาบุคคลิกภาพ ได้พัฒนามากกว่าคนอื่นในแต่ละด้าน เป็นคนกล้าพูด กล้าทำ กล้าแสดงออก เป็นต้น ซึ่งสถานที่ให้การศึกษาหากทำให้งานบริการ และ วิชาการที่ได้เรียนมานั้น ทำให้เป็นรูปร่างที่สัมผัสได้ ให้ผู้ปกครองเห็น ให้พ่อแม่ได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนแล้วละก็ จะทำให้เกิดความเชื่อมั่น และ แนะนำต่อให้คนอื่นๆมาเรียนในโรงเรียนนี้เช่นกัน นั่นเป็นกลยุทธ์ในการวางแผนการตลาดอีกทีหนึ่ง...

ขนมหวาน หรือ เบเกอรี่ เป็นของทานที่เกี่ยวเนื่องกับ เวลา โอกาส และ สถานที่ การจะให้ใครทานขนมอย่างไม่มีอะไรมากระตุ้นนั้น อาจจะไม่มีผล การยั่วให้ทานตอนหลังทานข้าวอิ่มอย่าง บ่าย 2-3 โมงเย็น ซึ่งข้าวได้ย่อย ท้องเริ่มเบา ก็จะมีผลอย่างมาก ยิ่งเป็นช่วงที่ต้องทานกาแฟด้วยแล้ว ยิ่งจะอยากทานมากขึ้น ดังนั้น การทำการตลาดร่วม หรือส่งเสริมการขายร่วมนั้น ก็จะทำให้เปิดตลาดทั้ง 2 อย่างได้ในคราวเดียวกัน

ผู้วางแผนไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสมอไป ความรู้สึก และ ความคิดที่ใช้ในการตัดสินใจ ก็ถือว่าเป็นผู้วางแผนเช่นกัน

จงทำให้ผู้วางแผนอ่อนแอ หรือ คล้อยตาม ก่อนลงมือปฏิบัติการจู่โจม

ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=wbj&month=05-2005&date=11&group=8&gblog=4 

ไฟล์ หาย.....?

nulifeblog — 2007-06-13 GTM 1 @ 04:57

200px-hard_disk_platter_reflection.jpg

ปัญหาคอมพิวเตอร์ที่ผมเจอบ่อย ๆ อีกหนึ่งเรื่อง คือเรื่องไฟล์หาย  ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็มักจะบอกว่า Save ไว้แล้ว อยู่ดี ๆ มันก็หายไปเฉย ๆ   ครั้งนี้เรามาดูวิธีจัดการกับปัญหานี้กัน 

 

 ไฟล์หาย จำแนกได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. Where are you ?   หมายถึงไฟล์ข้อมูลนั้นหายไปเฉย ๆ ไม่รู้มันไปเที่ยวที่ไหน
2. How are you ?  หมายถึงตัวไฟล์ยังมีอยู่ แต่เปิดไม่ได้  หรือเปิดได้แต่ข้างในก็ไม่มีข้อมูล  เหมือนไฟล์มันไม่สบาย ถามอะไรมันก็ด่าเรา  "Error : Can not read this file."

เรามาชำแหละปัญหาแบบเน้น ๆ กันทีละตัวครับ

1.  Where are you ?

1.1  สาเหตุ ส่วนใหญ่ที่พบคือ พวกมือไว  ก็ตัวเองนั่นแหละไม่รู้ลากไฟล์ไปวางทิ้งไว้ที่ไหน ซึ่งจะเกิดจากการใช้ Windows Explorer  (Start -> Programs -> Accessories ->  Windows Explorer) เช่นจะ Copy file ใช้วิธี Drag …Drop คือลากไปวาง แต่ไฟล์อื่นเจ้ากรรมดันติดไปด้วย โดยเราไม่ทันสังเกต

       วิธีแก้ไข  ใช้โปรแกรมค้นหาชื่อไฟล์ที่หายไป (Start -> Search -> For Files or Folders…)  เมื่อหาเจอแล้วก็ย้ายกลับมาที่ Folder เดิมก็หมดเรื่อง   มีบางครั้งที่ค้นหาทั้ง Hard Disk แล้วก็ไม่เจอ  เป็นเพราะคุณลากไฟล์นั้นไปใส่ไว้ที่ Drive A:  ซึ่งก็ไปเปิดดูเอาเองว่า หลงไปอยู่ที่ Diskette แผ่นไหนหรือเปล่า (อืม…จะเจอไม๊หนอ)

       วิธีป้องกัน  เวลาใช้ Windows Explorer ก็ให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

 1.2  สาเหตุ  จำไม่ได้ว่า Save ไฟล์ไว้ที่ไหน  ไม่แน่ใจว่า Save ลง C:\  หรือ C:\My Documents

        วิธีแก้ไข  กินใบแปะก๊วยดีไม๊ เห็นเขาว่าแก้โรคอัลไซเมอร์ได้  (ฮิ ฮิ …) วิธีง่ายกว่านั้นคือใช้วิธีค้นหาไฟล์เหมือนวิธีแก้ไขข้อ 1.1

        วิธีป้องกัน ถ้าไม่แน่ใจ ก็ใช้วิธี Save as แทนวิธี Save เฉย ๆ  เพราะถ้าใช้ Save as เราต้องระบุด้วยว่าจะให้ Save ลงที่ Folder ไหน

1.3  สาเหตุ  ไฟล์ถูกลบ  อาจเป็นตัวเราเองที่เผลอไปลบทิ้ง  หรือเพื่อนเราเองแอบมาแกล้งลบทิ้ง (แบบนี้ต้องเรียกว่าศัตรู ไม่ใช่เพื่อน) การที่คนอื่นมาลบไฟล์เราทิ้ง เขาอาจเดินมาที่เครื่องเราแล้วลบทิ้ง หรืออาจลบผ่าน LAN (Local Area Network) ก็ได้ ถ้าเรา Share ไว้ แล้วเปิดสิทธิ์ทุกอย่างให้ใครเข้ามาทำอะไรก็ได้

       วิธีแก้ไข   ถ้าไฟล์ถูกลบขั้นแรกให้ไปคุ้ยหาในถังขยะ โดย Double Click ที่ Icon Recycle Bin ที่อยู่บนหน้าจอ  ถ้าเจอไฟล์ก็ Click ขวาที่ ไฟล์นั้น แล้วเลือก Restore ก็จะได้ไฟล์กลับมาที่ Folder เดิม หาไม่เจอก็ซวยไป (ฮ่า ฮ่า …)  ต้องใช้โปรแกรมกู้ไฟล์มาช่วย

       วิธีป้องกัน Save ไฟล์ไว้หลาย ๆ ที่   และอย่าเปิดเครื่องทิ้งไว้เวลาเราไม่อยู่  ตั้ง Password เครื่องไว้ด้วย จะได้ไม่มีใครมาเล่นเครื่องเรา  หรือตั้ง Screen Saver แบบมี Password ไว้ก็ดี  ถ้าจะ Share ไฟล์ผ่าน LAN ก็ควรระบุสิทธิ์เป็น Read Only คืออ่านได้อย่างเดียว หรือระบุคนที่จะเข้ามาใช้งานได้

1.4  สาเหตุ  ถูกไวรัสรับประทาน   ไฟล์ก็ถูกกินไป หายเรียบ

       วิธีแก้ไข  ใช้โปรแกรมฆ่าไวรัส  ใช้โปรแกรมกู้ไฟล์  โอ๊ย! เรื่องยาว มีหนังสือขายเยอะแยะ ไปหาซื้อมาอ่านได้ครับไม่ยาก  ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังครับ

       วิธีป้องกัน  ใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส  และหมั่น Update Patch ไวรัส ให้มันรู้จักไวรัสตัวใหม่ ๆ ด้วย

1.5  สาเหตุ  ไฟดับ  ไฟล์หาย
วิธีแก้ไข   เราต้อง Save ไฟล์บ่อย ๆ ครับ  ทำงานไปสัก 5 นาที ก็กดปุ่ม Save สักครั้ง
วิธีป้องกัน  ใช้เครื่องสำรองไฟ  (UPS)

2. How are you ?

2.1  สาเหตุ  นั่นซิ อยู่ดี ๆ ทำไมไฟล์เสีย  อันดับแรกที่เจอบ่อยคือเกิดจากไวรัส  วิธีแก้ไขและวิธีป้องกันก็เหมือนกับข้อ 1.4 (ฮ่า ฮ่า…ง่ายจัง)

2.2  สาเหตุ  Hard Disk หรือแผ่น Diskette เสีย มี Bad Sector  ทำให้ไฟล์เปิดไม่ได้

       วิธีแก้ไข   ให้ลอง Scan Disk  (Start -> Programs -> Accessories -> System Tools -> ScanDisk) เลือก Drive C: หรือ Drive A:  เลือก Standard  และกาถูกที่ Automatically fix errors  แล้วกดปุ่ม Start  ถ้าทำแล้วไฟล์ยังใช้ไม่ได้ก็แย่เลย

       วิธีป้องกัน  ต้อง Save ไว้หลาย ๆ ที่ครับ ที่หนึ่งเสียก็ไปเอามาจากอีกที่หนึ่ง
        
2.3  สาเหตุ   เพราะใช้ Explorer แล้ว Double Click ที่ชื่อไฟล์ .doc หรือ .xls เพื่อเปิดไฟล์ Word หรือ Excel      แต่มันเกิด Error เปิดไม่ได้

       วิธีแก้ไข   ให้เปิดโปรแกรม Word หรือ Excel  ก่อน แล้วใช้ File -> Open…  เพื่อเปิดไฟล์ ก็จะเปิดได้        ถ้าไม่ได้อาจต้องติดตั้ง Microsoft Office ใหม่  ถ้าไม่ได้อีกก็ต้องติดตั้ง Windows ใหม่

       วิธีป้องกัน   ปกติเรา Double Click จาก Explorer มันก็จะเรียก Word หรือ Excel พร้อมทั้งเปิดไฟล์ให้อัตโนมัติ  ถ้าทำไม่ได้ แสดงว่าต้องมี File บางตัวเพี้ยน ๆ ไป      สามารถป้องกันได้ด้วยการทำ ScanDisk  (ดูข้อ 2.2 )        ประมาณเดือนละ 2 ครั้ง Shutdown ให้ถูกวิธี ไม่ปิดเครื่องเฉย ๆ  และระวังติดไวรัส

2.4  สาเหตุ  ใช้แผ่น Diskette  (Drive A:) ในการบันทึกไฟล์แทน Hard Disk (Drive C:)  ใช้ได้สักพัก ไฟล์เสียเปิดไม่ได้

       วิธีแก้ไข   ScanDisk (ดูข้อ 2.2) หรือใช้โปรแกรมกู้ไฟล์

       วิธีป้องกัน  ในการบันทึกไฟล์ ให้ทำการ บันทึกไฟล์ลงที่ Drive C: ก่อน แล้วค่อยใช้ Windows Explorer ทำการ Copy ไปไว้ที่ Drive A:  ในทางกลับกัน ถ้าจะเปิดไฟล์จาก Drive A: ก็ควรจะ Copy File นั้นไปไว้ที่ Drive C: ก่อน แล้วจึงใช้ Word หรือ Excel เปิดใน Drive C:  ไม่ควรจะทำการเปิดและบันทึกไฟล์บน Drive A: โดยตรง  เพราะมีโอกาสทำให้ไฟล์เสียได้ง่ายครับ

จากปัญหาต่าง ๆที่กล่าวมาข้างต้น สรุปว่าวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือต้องมีการเก็บสำรองข้อมูล (Backup)ไว้ก่อน  ซึ่งก็มีหลายวิธีได้แก่

1.  เก็บไว้ที่ Diskette Drive A: ไง  ง่ายดี  แต่แผ่นนึงเก็บได้เพียง 1.44  Mb เท่านั้น (น้อยไปหน่อย)

2.  เก็บไว้หลาย ๆ ที่ บน Drive C:   อาจทำเป็น Folder Backup   แล้ว Copy  ไฟล์ที่สำคัญมาเก็บไว้ หรือแบ่งเป็นอีกพาร์ทิชั่น  (ถ้าไม่เข้าใจ ให้ไปถามฝ่ายคอมพิวเตอร์นะครับ)

3.  เก็บไว้ที่ Hard Disk อีกตัว  เป็น Drive D:  แบบนี้ดีกว่าแบบที่ 2 ตรงที่ถ้า Hard Disk Drive C: พัง ก็ยังมีข้อมูลสำรองไว้อยู่ที่ Drive D

4.  Write ใส่  CD  ก็ง่ายดีครับ  ถ้าเป็น CD-R  ก็เขียนทับที่เดิมไม่ได้ แต่สามารถเขียนต่อ ๆ กันไปจนเต็มแผ่นได้  แต่ถ้าเป็น CD-RW  เราก็สามารถใช้งานมันได้เหมือนกับ Hard Disk เลยครับ  จะเขียนจะลบอย่างไรก็ได้

5.  บางท่านก็เก็บใส่ใน Zip Drive  หรือ Jazz Drive   แต่ 2 ตัวนี้ ค่อย ๆ หายไปแล้วครับ เพราะถูกแทนที่ด้วย CD-RW

6.  เทคโนโลยีใหม่ คือ Thumb Drive  บันทึกข้อมูลผ่าน USB Port  ไม่ต้องเสียบไฟ สะดวกกับการใช้งาน และการพกพา หลายยี่ห้อก็มีสายไว้คล้องคอได้

7.  เทคโนโยลีใหม่อีกตัวคือ SD Memory Cards  ลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดเท่าแสตมป์  เราสามารถนำไปใช้งานร่วมกันในอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้  เช่น NoteBook   เครื่อง PDA   กล้องถ่ายรูป Digital   กล้องถ่ายวีดีโอ  น่าสนใจดีครับ

8.  สำหรับท่านที่ทำงานบริษัท และมี Server ก็จะมี Drive บน Server  เช่น Drive U:  สำหรับให้ User แต่ละคนเก็บไฟล์ส่วนตัว   ถ้าไฟล์บน Hard  Disk   เราเสียก็ไปเอาจาก Server ได้

9.  ถ้าไฟล์บน Server เสียทำอย่างไร  ส่วนใหญ่ Server ก็จะมีการทำ Backup ไว้ด้วย โดยการใช้ Tape Backup ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้   Dat Tape  ลักษณะคล้ายเทปเพลง แต่มีขนาดเล็กกว่า

10.  เกี่ยวกับ Server มีบางที่ ก็มีการ Backup ข้อมูลบน Server  จากที่ไกล ๆ เช่น ถ้ามีสำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพฯ      และมีสาขาอยู่ที่ระยอง  เราอยู่กรุงเทพฯ ก็ทำการ   Backup ข้อมูลของ Server ทั้งกรุงเทพฯและระยอง      ถ้าวันไหนโชคร้าย ที่ระยองไฟไหม้ทั้งโรงงานไหม้คอมพิวเตอร์ไปด้วย  เราก็ใช้  เทป Backup ที่อยู่กรุงเทพฯไปทำระบบใหม่ที่ระยองได้ ง่ายจริง ๆ ข้อมูลก็อยู่ครบถ้วน  แต่การทำ Backup แบบนี้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง    ปัจจุบันก็มีธุรกิจรับฝากข้อมูล ซึ่งทำลักษณะนี้ คือ Backup ข้อมูลจากอีกที่

11.  เกือบลืม ถ้ามี Internet ใช้งาน เราก็ Copy ไฟล์ไปเก็บไว้ที่ Internet ก็ได้   แต่ระวังถูก Hack ล่ะกัน   มีหลายเว็บไซด์ที่อนุญาตให้เรานำไฟล์ไปเก็บไว้ได้ครับ  ฟรีด้วย ลองไปหาดูเองนะครับ เพราะผมเองไม่ได้ใช้วิธีนี้นานแล้ว จำชื่อ web ไม่ได้ (แฮะ แฮะ …)

อย่างที่โบราณว่ากันไว้ดีกว่าแก้  แต่ถ้าแย่ไปแล้วเราก็ยังสามารถกู้ไฟล์จาก Harddisk ของเรา หรือจาก Diskette ได้ โดยใช้โปรแกรมกู้ไฟล์ เช่นพวก Norton Utilities  ลองไปซื้อมาอ่านได้ครับ เล่มหนาพอสมควร   คราวหน้าจะมาชำแหละปัญหาอะไร โปรดติดตามต่อไปครับ ขอบคุณครับ

ที่มา http://www.tpa.or.th/

เงินเงินทองทอง ตอนการกระจายเงินได้ เป็นหลายปีภาษี

nulifeblog — 2007-06-13 GTM 1 @ 04:40

money.jpg

บุคคลธรรมดาใช้เกณฑ์เงินสดในการเสียภาษี

คำว่าเกณฑ์เงินสด(Cash Basis) เป็นศัพท์ทางบัญชีความหมายคือหน่วยภาษีที่เป็นบุคคลธรรมดา(ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะดูแล และกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง)จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินก็ต่อเมื่อได้รับชำระเงินเท่านั้น(คำว่าเงินที่ได้รับจะคลอบคลุมถึง เงินสด เช็ค ธนาณัติ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับ)ดังนั้นในการกระจายจำนวนเงินสดรับออกเป็นหลายปีภาษีย่อมลดภาระเงินได้บุคคลธรรมดา มิให้เข้าสู่ช่วงเงินได้ในอัตราก้าวหน้าชั้นถัดๆไป(อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 5% - 37% ตามช่วงเงินได้)

ตัวอย่าง นายประกิจ บำรุง อาชีพรับเหมาก่อนสร้างทำสัญญารับเหมาช่วงงานก่อสร้างถนนวงแหวนจาก บริษัทโดเรม่อน จำกัด ช่วงเวลาก่อสร้าง 2 ปี ตั้งแต่ 1 เมษายน 2550 ถึง 31 มีนาคม 2552 มูลค่างาน 200 ล้านบาทกำหนดแบ่งจ่ายเป็น 5 งวดดังนี้

งวดที่ 1 ในวันลงนามสัญญาจ้าง จ่ายเงินล่วงหน้า(advance payment) 10% เป็นเงิน 20 ล้านบาท

งวดที่ 2 - 5 จ่ายงวดละ 25% เป็นเงิน 50 ล้านบาท ทุก 6 เดือน โดยผุ้ว่าจ้างมีสิทธิหักเงินจ่ายล่วงหน้าไว้ 10% ออกจากเงินค่างวดทุกงวด

กรณีนี้นายประกิจ ย่อมสามารถประหยัดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพราะได้แบ่งแยกเงินได้พึงประเมินตามาตรา40(7) แห่งประมวลกฏหมายรัษฏากรออกเป็น 3 ปีภาษีคือ ปี 2550= 20 ล้านบาท ปี 2551= 90 ล้านบาท และปี 2552= 90 ล้านบาท กรณีนี้เห็นว่าย่อมดีกว่าที่เราจะกระจุกเงินไว้ในรอบปีภาษีใดปีภาษีหนึ่งครับ