จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

หมวดหมู่: Computer -IT

หุ่นยนต์เด็ก

nulifeblog 22/08/2007 @ 05:11

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมานี้ คณะนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซาก้า ได้นำหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นมาให้มีลักษณะและท่าทางเหมือนเด็กเล็กๆ ออกมาแสดงให้กับคนทั่วไปได้ชม โดยทีมวิจัยดังกล่าวหวังว่า หุ่นยนต์นี้จะสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพัฒนาการต่างๆ ของเด็กได้ง่ายขึ้น
cb2.jpg
ทีมนักวิจัยได้ตั้งชื่อให้หุ่นยนต์นี้ว่า “CB2” (ซี บี สแควร์) หรือมีชื่อเต็มๆ ว่า “Child-robot with Biomimetic Body” โดยในช่วงแรกนี้ได้ถูกตั้งโปรแกรมให้มีกริยาท่าทางเหมือนเด็กที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 1-2 ปี ที่กำลังอยู่ในวัยเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ ชอบจ้องดูและให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่รอบตัว นอกจากนี้ยังชอบแสดงกริยาต่างๆ ที่เด็กชอบทำ เช่น ลงไปนอนกลิ้งบนพื้นห้อง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ของเด็กๆ ที่ช่วยสร้างความสดใสให้กับผู้ที่อยู่โดยรอบ
cb2_1.jpg
หุ่นยนต์ CB2 นี้ มีความสูง 130 เซนติเมตร หนัก 33 กิโลกรัม ประกอบไปด้วยกระบอกสูบจำนวน 56 อัน ทำหน้าที่เหมือนกับกล้ามเนื้อของมนุษย์ มีกล้องวีดีโออยู่ที่ ตาทั้งสองข้าง และหูทั้งสองข้างประกอบด้วยไมโครโฟนซึ่งใช้ในการรับฟังเสียงต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีเซ็นเซอร์รับสัมผัสจำนวน 197 ชิ้น ฝังอยู่ทั่วร่างกาย ภายใต้ผิวหนังที่ทำมาจากซิลิโคนซึ่งมีลักษณะอ่อนนุ่มเหมือนกับผิวหนังจริงๆ ของมนุษย์ CB2ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตเพื่อให้สามารถรองรับสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ที่เหมือนจริงได้ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนมาจับที่ไหล่ของ CB2 มันจะกระพริบตาแสดงความประหลาดใจ จะหยุดเคลื่อนไหวและหันไปมองคนที่มาสัมผัสมันทันที นอกจากนี้ถ้ามีของเล่นมาล่ออยู่ตรงหน้า มันจะพยายามเอื้อมมือไปเอาของเล่นนั้นๆ อย่างสุดความสามารถ
cb2_2.jpg
หุ่นยนต์ CB2 สามารถพูดโต้ตอบกับมนุษย์ได้ โดยใช้เสียงสังเคราะห์ที่เหมือนกับเสียงพูดของเด็กเล็กๆ ซึ่งนักวิจัยกล่าวว่า ถ้าบรรจุซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้มันสามารถเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ ลงไปใน CB2 เพิ่มเติม ก็จะทำให้สามารถสอนให้มันเดินและพูดได้ดีมากขึ้น เหมือนกับพัฒนาการของเด็กที่เติบโตขึ้นในแต่ละปี และในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ นักวิจัยจากสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น (Japan Science and Technology Agency: JST) ซึ่งทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยโอซาก้าในการพัฒนา CB2 นี้ จะทำการพัฒนาหุ่นยนต์เวอร์ชั่นใหม่ที่มีความสามารถมากขึ้นในเรื่องของ คำศัพท์ต่างๆ รวมทั้งมีความสามารถในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ เท่ากับเด็กอายุ 3 ปี ซึ่งหุ่นยนต์ลักษณะนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาการสื่อสารระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ได้ดีขึ้น และยังช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับสร้างความบันเทิงให้แก่มนุษย์ได้ดีมากขึ้น

ที่มา www.nectec.or.th

การป้องกันไวรัสใน MSN

nulifeblog 06/08/2007 @ 04:31

200px-hard_disk_platter_reflection.jpgสวัสดีครับ หลังจากห่างหายไปนานก็กลับมามีบทความทางด้านคอมพิวเตอร์ดีๆมาให้อ่านอีกแล้วครับสำหรับตอนนี้ก็จะอิงกระแสในช่วงนี้นิดหน่อยสำหรับผู้ที่ใช้โปรแกรม MSN โปรแกมแชตชื่อดังนะครับเพราะช่วงนี้มีไวรัสคอมพิวเตอร์ซึ่งได้แพร่กระจายผ่านโปรแกรม MSN Messenger ซึ่งมีรายละเอียด อาการ และวิธีแก้ดังนี้ครับ

ข้อมูลทั่วไป
W32.MSN.Worm หรือ IM-Worm.Win32.Agent.f เป็นหนอนที่แพร่กระจายตัวเองผ่านโปรแกรมสนทนา MSN Messenger ด้วยไฟล์ที่มีชื่อว่า Image.zip เมื่อหนอนชนิดนี้คุกคามภายในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว หนอนจะสร้างไฟล์ %windir%winlog32.exe และจะพยายามส่งตัวเองไปยังบัญชีรายชื่ออื่นๆ ที่อยู่ในลิสต์ด้วย

หนอนชนิดนี้สามารถหยุดการทำงานของเซอร์วิส "Security Center" และ "winvnc4"

ลักษณะที่หนอนใช้ส่งจะประกอบไปด้วยข้อความต่างๆ แล้วตามด้วยไฟล์ Image.zip

LOL, you look so ugly in this picture, no joke...
Should I put this on facebook/myspace?
Hey m8, who is this on the right, in this picture...
Sup, seen the pictures from the other night?
ส่วน W32.MSN2.Worm นั้นมีกระบวนการที่คล้ายกับเวอร์ชั่นก่อน เพียงแต่อาศัยไฟล์ที่ชื่อ pic.zip ในการแพร่กระจายผ่าน MSN และสร้างไฟล์ชื่อ %windir%msnmsg.exe

ดังตัวอย่าง
msnworm.gif

วิธีการแพร่กระจาย
หนอนชนิดนี้สามารถแพร่กระจายผ่านทางโปรแกรมสนทนา MSN Messenger

ผลกระทบที่เกิดขึ้น
เครื่องอาจทำงานผิดพลาด : เนื่องจากหนอนชนิดนี้ทำการแก้ไขค่าในรีจิสทรี สร้างไฟล์ขึ้นมา รวมทั้งมีการยุติการทำงานบางเซอร์วิสของระบบปฏิบัติการด้วย
เปิดการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ : หนอนชนิดนี้จะส่งไฟล์ของหนอนไปยังบัญชีรายชื่ออื่นๆ ที่อยู่ในลิสต์ของโปรแกรมสนทนา MSN Messenger

วิธีกำจัดหนอนชนิดนี้

การกำจัดหนอนแบบอัตโนมัติ
ดาวน์โหลดโปรแกรม MSN_Worm_Remover.exe จาก http://www.thaicert.org/advisory/alert/msnworm/MSN_Worm_Remover.exe
หมายเหตุ
ขนาด: 111,104 ไบต์
MD5: 42568A40BDB1BAB4FCAB16CD8E33A32D

ทำการรันไฟล์ที่ได้โดยการดับเบิลคลิ๊กไฟล์ MSN_Worm_Remover.exe
วิธีป้องกันตัวเองจากหนอนชนิดนี้
1.ห้ามรับหรือรันไฟล์ที่ถูกส่งด้วยโปรแกรมสนทนา (Chat) ต่างๆ เช่น MSN, Yahoo, IRC, ICQ หรือ Pirch เป็นต้น จากบุคคลที่ไม่รู้จักหรือไม่มั่นใจว่าผู้ส่งเป็นใครและไม่ทราบว่าไฟล์ดังกล่าวนั้นเป็นไฟล์อะไร
2.สร้างแผ่นกู้ระบบฉุกเฉิน (Emergency disk) ของโปรแกรมป้องกันไวรัส และปรับปรุงฐานข้อมูลในแผ่นอยู่เสมอ
3.ติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงช่องโหว่ (patch) ของทุกซอฟต์แวร์อยู่เสมอ โดยเฉพาะ Internet Explorer และระบบปฏิบัติการ ให้เป็นเวอร์ชันใหม่ที่สุด
4.ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส และต้องทำการปรับปรุงฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยอยู่เสมอ
5.ตั้งค่า security zone ของ Internet Explorer ให้เป็น high ดังคำแนะนำที่ http://www.thaicert.org/paper/virus/zone.php
6.ทำการสำรองข้อมูลในเครื่องอยู่เสมอ และเตรียมหาวิธีการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุขัดข้องขึ้น
7.ติดตามข่าวสารแจ้งเตือนเกี่ยวกับไวรัสต่างๆ ซึ่งสามารถขอใช้บริการส่งข่าวสารผ่านทางอีเมลของทีมงาน ThaiCERT ได้ที่ http://thaicert.org/mailinglist/register.php
8.สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีป้องกันตัวเองจากไวรัสทั่วไปได้ในหัวข้อ วิธีป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์

*** ขอสงวนสิทธิ์ในการเสนอแนวทางป้องกันแก้ไขเบื้องต้น และวิธีการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้ผล 100% ขึ้นอยู่กับระบบปฎิบัติการ โปรแกรมป้องกันไวรัส และโปรแกรมอื่นๆ ที่ติดตั้งเองในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านเอง***

ที่มาขอขอบคุณ
http://www.thaicert.nectec.or.th/advisory/alert/msnworm.php

ไฟล์ หาย.....?

nulifeblog 13/06/2007 @ 04:57

200px-hard_disk_platter_reflection.jpg

ปัญหาคอมพิวเตอร์ที่ผมเจอบ่อย ๆ อีกหนึ่งเรื่อง คือเรื่องไฟล์หาย  ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็มักจะบอกว่า Save ไว้แล้ว อยู่ดี ๆ มันก็หายไปเฉย ๆ   ครั้งนี้เรามาดูวิธีจัดการกับปัญหานี้กัน 

 

 ไฟล์หาย จำแนกได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. Where are you ?   หมายถึงไฟล์ข้อมูลนั้นหายไปเฉย ๆ ไม่รู้มันไปเที่ยวที่ไหน
2. How are you ?  หมายถึงตัวไฟล์ยังมีอยู่ แต่เปิดไม่ได้  หรือเปิดได้แต่ข้างในก็ไม่มีข้อมูล  เหมือนไฟล์มันไม่สบาย ถามอะไรมันก็ด่าเรา  "Error : Can not read this file."

เรามาชำแหละปัญหาแบบเน้น ๆ กันทีละตัวครับ

1.  Where are you ?

1.1  สาเหตุ ส่วนใหญ่ที่พบคือ พวกมือไว  ก็ตัวเองนั่นแหละไม่รู้ลากไฟล์ไปวางทิ้งไว้ที่ไหน ซึ่งจะเกิดจากการใช้ Windows Explorer  (Start -> Programs -> Accessories ->  Windows Explorer) เช่นจะ Copy file ใช้วิธี Drag …Drop คือลากไปวาง แต่ไฟล์อื่นเจ้ากรรมดันติดไปด้วย โดยเราไม่ทันสังเกต

       วิธีแก้ไข  ใช้โปรแกรมค้นหาชื่อไฟล์ที่หายไป (Start -> Search -> For Files or Folders…)  เมื่อหาเจอแล้วก็ย้ายกลับมาที่ Folder เดิมก็หมดเรื่อง   มีบางครั้งที่ค้นหาทั้ง Hard Disk แล้วก็ไม่เจอ  เป็นเพราะคุณลากไฟล์นั้นไปใส่ไว้ที่ Drive A:  ซึ่งก็ไปเปิดดูเอาเองว่า หลงไปอยู่ที่ Diskette แผ่นไหนหรือเปล่า (อืม…จะเจอไม๊หนอ)

       วิธีป้องกัน  เวลาใช้ Windows Explorer ก็ให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

 1.2  สาเหตุ  จำไม่ได้ว่า Save ไฟล์ไว้ที่ไหน  ไม่แน่ใจว่า Save ลง C:\  หรือ C:\My Documents

        วิธีแก้ไข  กินใบแปะก๊วยดีไม๊ เห็นเขาว่าแก้โรคอัลไซเมอร์ได้  (ฮิ ฮิ …) วิธีง่ายกว่านั้นคือใช้วิธีค้นหาไฟล์เหมือนวิธีแก้ไขข้อ 1.1

        วิธีป้องกัน ถ้าไม่แน่ใจ ก็ใช้วิธี Save as แทนวิธี Save เฉย ๆ  เพราะถ้าใช้ Save as เราต้องระบุด้วยว่าจะให้ Save ลงที่ Folder ไหน

1.3  สาเหตุ  ไฟล์ถูกลบ  อาจเป็นตัวเราเองที่เผลอไปลบทิ้ง  หรือเพื่อนเราเองแอบมาแกล้งลบทิ้ง (แบบนี้ต้องเรียกว่าศัตรู ไม่ใช่เพื่อน) การที่คนอื่นมาลบไฟล์เราทิ้ง เขาอาจเดินมาที่เครื่องเราแล้วลบทิ้ง หรืออาจลบผ่าน LAN (Local Area Network) ก็ได้ ถ้าเรา Share ไว้ แล้วเปิดสิทธิ์ทุกอย่างให้ใครเข้ามาทำอะไรก็ได้

       วิธีแก้ไข   ถ้าไฟล์ถูกลบขั้นแรกให้ไปคุ้ยหาในถังขยะ โดย Double Click ที่ Icon Recycle Bin ที่อยู่บนหน้าจอ  ถ้าเจอไฟล์ก็ Click ขวาที่ ไฟล์นั้น แล้วเลือก Restore ก็จะได้ไฟล์กลับมาที่ Folder เดิม หาไม่เจอก็ซวยไป (ฮ่า ฮ่า …)  ต้องใช้โปรแกรมกู้ไฟล์มาช่วย

       วิธีป้องกัน Save ไฟล์ไว้หลาย ๆ ที่   และอย่าเปิดเครื่องทิ้งไว้เวลาเราไม่อยู่  ตั้ง Password เครื่องไว้ด้วย จะได้ไม่มีใครมาเล่นเครื่องเรา  หรือตั้ง Screen Saver แบบมี Password ไว้ก็ดี  ถ้าจะ Share ไฟล์ผ่าน LAN ก็ควรระบุสิทธิ์เป็น Read Only คืออ่านได้อย่างเดียว หรือระบุคนที่จะเข้ามาใช้งานได้

1.4  สาเหตุ  ถูกไวรัสรับประทาน   ไฟล์ก็ถูกกินไป หายเรียบ

       วิธีแก้ไข  ใช้โปรแกรมฆ่าไวรัส  ใช้โปรแกรมกู้ไฟล์  โอ๊ย! เรื่องยาว มีหนังสือขายเยอะแยะ ไปหาซื้อมาอ่านได้ครับไม่ยาก  ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังครับ

       วิธีป้องกัน  ใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส  และหมั่น Update Patch ไวรัส ให้มันรู้จักไวรัสตัวใหม่ ๆ ด้วย

1.5  สาเหตุ  ไฟดับ  ไฟล์หาย
วิธีแก้ไข   เราต้อง Save ไฟล์บ่อย ๆ ครับ  ทำงานไปสัก 5 นาที ก็กดปุ่ม Save สักครั้ง
วิธีป้องกัน  ใช้เครื่องสำรองไฟ  (UPS)

2. How are you ?

2.1  สาเหตุ  นั่นซิ อยู่ดี ๆ ทำไมไฟล์เสีย  อันดับแรกที่เจอบ่อยคือเกิดจากไวรัส  วิธีแก้ไขและวิธีป้องกันก็เหมือนกับข้อ 1.4 (ฮ่า ฮ่า…ง่ายจัง)

2.2  สาเหตุ  Hard Disk หรือแผ่น Diskette เสีย มี Bad Sector  ทำให้ไฟล์เปิดไม่ได้

       วิธีแก้ไข   ให้ลอง Scan Disk  (Start -> Programs -> Accessories -> System Tools -> ScanDisk) เลือก Drive C: หรือ Drive A:  เลือก Standard  และกาถูกที่ Automatically fix errors  แล้วกดปุ่ม Start  ถ้าทำแล้วไฟล์ยังใช้ไม่ได้ก็แย่เลย

       วิธีป้องกัน  ต้อง Save ไว้หลาย ๆ ที่ครับ ที่หนึ่งเสียก็ไปเอามาจากอีกที่หนึ่ง
        
2.3  สาเหตุ   เพราะใช้ Explorer แล้ว Double Click ที่ชื่อไฟล์ .doc หรือ .xls เพื่อเปิดไฟล์ Word หรือ Excel      แต่มันเกิด Error เปิดไม่ได้

       วิธีแก้ไข   ให้เปิดโปรแกรม Word หรือ Excel  ก่อน แล้วใช้ File -> Open…  เพื่อเปิดไฟล์ ก็จะเปิดได้        ถ้าไม่ได้อาจต้องติดตั้ง Microsoft Office ใหม่  ถ้าไม่ได้อีกก็ต้องติดตั้ง Windows ใหม่

       วิธีป้องกัน   ปกติเรา Double Click จาก Explorer มันก็จะเรียก Word หรือ Excel พร้อมทั้งเปิดไฟล์ให้อัตโนมัติ  ถ้าทำไม่ได้ แสดงว่าต้องมี File บางตัวเพี้ยน ๆ ไป      สามารถป้องกันได้ด้วยการทำ ScanDisk  (ดูข้อ 2.2 )        ประมาณเดือนละ 2 ครั้ง Shutdown ให้ถูกวิธี ไม่ปิดเครื่องเฉย ๆ  และระวังติดไวรัส

2.4  สาเหตุ  ใช้แผ่น Diskette  (Drive A:) ในการบันทึกไฟล์แทน Hard Disk (Drive C:)  ใช้ได้สักพัก ไฟล์เสียเปิดไม่ได้

       วิธีแก้ไข   ScanDisk (ดูข้อ 2.2) หรือใช้โปรแกรมกู้ไฟล์

       วิธีป้องกัน  ในการบันทึกไฟล์ ให้ทำการ บันทึกไฟล์ลงที่ Drive C: ก่อน แล้วค่อยใช้ Windows Explorer ทำการ Copy ไปไว้ที่ Drive A:  ในทางกลับกัน ถ้าจะเปิดไฟล์จาก Drive A: ก็ควรจะ Copy File นั้นไปไว้ที่ Drive C: ก่อน แล้วจึงใช้ Word หรือ Excel เปิดใน Drive C:  ไม่ควรจะทำการเปิดและบันทึกไฟล์บน Drive A: โดยตรง  เพราะมีโอกาสทำให้ไฟล์เสียได้ง่ายครับ

จากปัญหาต่าง ๆที่กล่าวมาข้างต้น สรุปว่าวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือต้องมีการเก็บสำรองข้อมูล (Backup)ไว้ก่อน  ซึ่งก็มีหลายวิธีได้แก่

1.  เก็บไว้ที่ Diskette Drive A: ไง  ง่ายดี  แต่แผ่นนึงเก็บได้เพียง 1.44  Mb เท่านั้น (น้อยไปหน่อย)

2.  เก็บไว้หลาย ๆ ที่ บน Drive C:   อาจทำเป็น Folder Backup   แล้ว Copy  ไฟล์ที่สำคัญมาเก็บไว้ หรือแบ่งเป็นอีกพาร์ทิชั่น  (ถ้าไม่เข้าใจ ให้ไปถามฝ่ายคอมพิวเตอร์นะครับ)

3.  เก็บไว้ที่ Hard Disk อีกตัว  เป็น Drive D:  แบบนี้ดีกว่าแบบที่ 2 ตรงที่ถ้า Hard Disk Drive C: พัง ก็ยังมีข้อมูลสำรองไว้อยู่ที่ Drive D

4.  Write ใส่  CD  ก็ง่ายดีครับ  ถ้าเป็น CD-R  ก็เขียนทับที่เดิมไม่ได้ แต่สามารถเขียนต่อ ๆ กันไปจนเต็มแผ่นได้  แต่ถ้าเป็น CD-RW  เราก็สามารถใช้งานมันได้เหมือนกับ Hard Disk เลยครับ  จะเขียนจะลบอย่างไรก็ได้

5.  บางท่านก็เก็บใส่ใน Zip Drive  หรือ Jazz Drive   แต่ 2 ตัวนี้ ค่อย ๆ หายไปแล้วครับ เพราะถูกแทนที่ด้วย CD-RW

6.  เทคโนโลยีใหม่ คือ Thumb Drive  บันทึกข้อมูลผ่าน USB Port  ไม่ต้องเสียบไฟ สะดวกกับการใช้งาน และการพกพา หลายยี่ห้อก็มีสายไว้คล้องคอได้

7.  เทคโนโยลีใหม่อีกตัวคือ SD Memory Cards  ลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดเท่าแสตมป์  เราสามารถนำไปใช้งานร่วมกันในอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้  เช่น NoteBook   เครื่อง PDA   กล้องถ่ายรูป Digital   กล้องถ่ายวีดีโอ  น่าสนใจดีครับ

8.  สำหรับท่านที่ทำงานบริษัท และมี Server ก็จะมี Drive บน Server  เช่น Drive U:  สำหรับให้ User แต่ละคนเก็บไฟล์ส่วนตัว   ถ้าไฟล์บน Hard  Disk   เราเสียก็ไปเอาจาก Server ได้

9.  ถ้าไฟล์บน Server เสียทำอย่างไร  ส่วนใหญ่ Server ก็จะมีการทำ Backup ไว้ด้วย โดยการใช้ Tape Backup ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้   Dat Tape  ลักษณะคล้ายเทปเพลง แต่มีขนาดเล็กกว่า

10.  เกี่ยวกับ Server มีบางที่ ก็มีการ Backup ข้อมูลบน Server  จากที่ไกล ๆ เช่น ถ้ามีสำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพฯ      และมีสาขาอยู่ที่ระยอง  เราอยู่กรุงเทพฯ ก็ทำการ   Backup ข้อมูลของ Server ทั้งกรุงเทพฯและระยอง      ถ้าวันไหนโชคร้าย ที่ระยองไฟไหม้ทั้งโรงงานไหม้คอมพิวเตอร์ไปด้วย  เราก็ใช้  เทป Backup ที่อยู่กรุงเทพฯไปทำระบบใหม่ที่ระยองได้ ง่ายจริง ๆ ข้อมูลก็อยู่ครบถ้วน  แต่การทำ Backup แบบนี้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง    ปัจจุบันก็มีธุรกิจรับฝากข้อมูล ซึ่งทำลักษณะนี้ คือ Backup ข้อมูลจากอีกที่

11.  เกือบลืม ถ้ามี Internet ใช้งาน เราก็ Copy ไฟล์ไปเก็บไว้ที่ Internet ก็ได้   แต่ระวังถูก Hack ล่ะกัน   มีหลายเว็บไซด์ที่อนุญาตให้เรานำไฟล์ไปเก็บไว้ได้ครับ  ฟรีด้วย ลองไปหาดูเองนะครับ เพราะผมเองไม่ได้ใช้วิธีนี้นานแล้ว จำชื่อ web ไม่ได้ (แฮะ แฮะ …)

อย่างที่โบราณว่ากันไว้ดีกว่าแก้  แต่ถ้าแย่ไปแล้วเราก็ยังสามารถกู้ไฟล์จาก Harddisk ของเรา หรือจาก Diskette ได้ โดยใช้โปรแกรมกู้ไฟล์ เช่นพวก Norton Utilities  ลองไปซื้อมาอ่านได้ครับ เล่มหนาพอสมควร   คราวหน้าจะมาชำแหละปัญหาอะไร โปรดติดตามต่อไปครับ ขอบคุณครับ

ที่มา http://www.tpa.or.th/

สำรองข้อมูลใน MS Outlook Express

nulifeblog 05/06/2007 @ 05:09

 200px-hard_disk_platter_reflection.jpgการที่เราจะทำการ Format เครื่องสักครั้งหนึ่ง สิ่งที่เราจำเป็นต้องสนใจเป็นพิเศษนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องของการสำรองข้อมูล เพราะข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญทีสุดในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ การสำรองข้อมูลต่างๆ นั้น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเท่าไร เพราะเมื่อเราต้องการสำรอง เราก็เพียงแต่เลือกไฟล์นั้น แล้วก็ทำการสำเนาไปไว้ที่ที่ปลอดภัย นี้คือไฟล์ทั่วๆ ไปที่เราทำสำรองกัน แต่ถ้าเป็นไฟล์ของโปรแกรมอีเมล์สุดฮิตอย่าง MS Outlook Express จะทำอย่าไรเล่า เคยคิดถึงเรื่องนี้หรือ เปล่า หลายๆ คนก็หาทางออกด้วยการทำการบันทึกทีละไฟล์ไป ถ้าใน Outlook มีอีเมล์สำคัญๆ กว่า 2,000 ฉบับ เราจะทำอย่าไร งานนี้คงไม่หมูแล้วใช่หรือเปล่า

      ปัญหาทุกอย่างมีทางออกครับ โดยแสงสว่างปลายอุโมงค์นี้ มีดังนี้...

1. เมื่อเราต้องการจะทำการสำรองไฟล์ของโปรแกรม MS Outlook Express ก็ให้เราทำการเปิด MS Outlook Express ขึ้นมาครับ (อย่างเปิดโปรแกรมอื่นนะครับ เดี๋ยวแก้ไขไม่ได้)
2. ไปที่เมนูบาร์ ให้เราทำการเลือก Tools > Options ครับ เราจะพบกันหน้าต่าง Option ปรากฏขึ้นมาครับ
3. ในหน้าต่าง Option ให้เลือกคลิกที่ปุ่ม Erroe Reporting ที่อยู่ด้านล่างของหน้าต่าง
4. เปิดโปรแกรม Windows Explorer ขึ้นมา แล้วเปิดไล่ตามพาร์ทนี้ C:\Documents and Settings\Administrator\Local Settings\Application Data\Identities\{35E87231-9186-4BC1-83C2-B9AFB6DCFD7B}\Microsoft\Outlook Express เราจะพบกับขุมทรัพย์นอนรออยู่ครับ
5. ถ้าต้องการจะสำเนาไฟล์ของ MS Outlook ก็ให้ทำการ Copy ไฟล์ทั้งหมดที่เห็น ก็จะเป็นการทำสำเนาเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

เป็นไงครับวิธีการไม่ยากใช่ไหมครับแล้วพบกับเทคนิคดีๆแบบนี้ได้ใหมในบทความต่อๆไปครับ

ที่มา http://www.computers.co.th